ทำอะไร....หลังเกษียณ
 

 

อยากให้อ่านข้อเขียนนี้หลายๆเที่ยว  ท่านผู้เขียนเขียนดีมากทีเดียว...ความจริงของชีวิต

 
 
 

เจอเพื่อนหลายคน บอกอยากให้เขียนเรื่องควรทำอะไรหลังเกษียณเพื่อเป็นแนวทางให้กับมือใหม่ ในฐานะที่มีประสบการณ์เกษียณมานานที่สุดในรุ่น...ก็ 16 ปีเข้าไปแล้ว เยอะเหมือนกัน...ตั้งใจมานานว่าจะเขียนเรื่องนี้ตอนเพื่อน ๆ ใกล้เกษียณซึ่งเวลานี้ก็เหมาะสม...แต่เมื่อสาระตะอย่างละเอียดแล้วก็บอกตัวเองว่าอย่าเขียนดีกว่า เพราะเขียนไปก็คงเขียนไม่จบ...เคยกำหนดโครงการแรกหลังเกษียณว่าจะเขียนเรื่องประสบการณ์ของผู้บริหารเมื่ออายุยังน้อย จนป่านนี้ก็ยังไม่ได้เริ่มต้นเลย...หลังเกษียณ แม้จะมีเวลาเยอะ แต่ต้องใช้ไปกับการลอกหัวโขนของตนเองออกทีละชั้น ชั้นแล้วชั้นเล่า เป็นประสบการณ์ที่ท้าทายจนแทบไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่น...เห็นบางคนที่ไม่เต็มใจให้ลอก เมื่อถึงเวลามันก็ต้องหลุดร่วงไปเองอย่างเจ็บปวด...ตัวผมนั้น จนป่านนี้แล้ว ยังเหลือให้ลอกอีกตั้งหลายชั้น...เรื่องนี้ยกเว้นให้กับคนที่ไม่มีหัวโขนให้ลอก...แล้วพวกเราล่ะ ใครไม่มีหัวโขนให้ลอก...จริงหรือ

 

ผมเกริ่นเรื่องเอาไว้อย่างนี้...ก็มีเพื่อนฝูงคะยั้นคะยอให้เขียน...พอมาก ๆ เข้า ก็ใจอ่อน เอ้าเขียนก็เขียน...จบได้หรือไม่ได้ยังไม่รู้...จะขอไล่เรียงทำความเข้าใจกับการเกษียณก่อน แล้วค่อยมาว่าน่าจะทำอะไร เป็นข้อ ๆ ไป...อย่างนี้นะครับ

 

 

หนึ่ง...เมื่อเกษียณแล้ว...คนที่ไม่ค่อยรู้จัก กลายเป็นคนไม่รู้จัก...ร้อยละ 80 ของคนรู้จัก เลื่อนชั้นกลายเป็นคนไม่ค่อยรู้จัก...ข้อดี ไม่ต้องเสียเวลาไปกับคนอื่น มีเวลาให้ตัวเองและครอบครัวมากขึ้น...ข้อเสีย ไม่มี

 

 

สอง...หลังเกษียณ...เมื่อไม่มีคนขับรถและเลขาส่วนตัวแล้ว...ต้องกลับมาหัดทำอะไรต่อมิอะไรด้วยตัวเองอีกเยอะ...ได้ใช้เวลาที่คิดว่าเหลือมาก ให้เหลือไม่ค่อยมาก...เป็นจุดเริ่มต้นของการลอกหัวโขนชั้นแรก

 

ก่อนเกษียณ ผมยังกดตู้เอทีเอ็มไม่เป็นเลย...เดี๋ยวนี้เดินเข้าออกแบ้งค์ไปทำรายการเองได้อย่างคล่องปรื๋อ...

นอกจากเป็นคนขับรถแล้ว ยังต้องเป็นพ่อครัว เป็นคนสวน เป็นช่างประจำบ้าน บางครั้งก็ต้องไปจ่ายตลาดเองด้วย

 

 

สาม...หลังเกษียณ...งานสังคมจะน้อยลง โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับหน้าที่การงานในอดีต จะได้รับเชิญน้อยลงตามลำดับ จนไม่เหลือเลย...ข้อดี ไม่ต้องเสียเวลาปั้นหน้าต่อคนหมู่มาก ไม่ต้องจ่ายภาษีสังคม ไม่ต้องเปลืองชุดออกงาน มีเวลากินมื้อค่ำกับคนใกล้ชิดมากขึ้น...ข้อเสีย ไม่มี...เป็นการลอกหัวโขนชั้นที่สอง

 

 

สี่...หลังเกษียณ...ถือว่าท่อรายได้ประจำถูกปิดก๊อกแล้ว ให้สำรวจดูว่าทรัพย์ที่สะสมไว้จากการทำงานหรือจากมรดกมีเหลือให้ใช้จ่ายได้อีกเท่าไหร่...ต้องปรับวิถีชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง คือมีเท่าไหร่ก็ให้ใช้แบบสมฐานะ ไม่ให้เกินตัว...เพราะตายแล้วยังใช้ไม่หมด ยังดีกว่าใช้หมดแล้วแต่ยังไม่ตาย...เป็นการลอกหัวโขนชั้นที่สาม...ชั้นนี้ลอกยากหน่อย บางคนได้กลายเป็นความเคยชินถาวรไปซะแล้ว

 

 

 

ห้า...หลังเกษียณ...จะมีสิ่งที่เคยคิดอยากทำเยอะแยะไปหมด...อย่าละโมบ...ให้เลือกทำทีละอย่าง เอาอันง่าย ๆ ก่อน แล้วจะสำเร็จไปทีละอย่าง...เชื่อเหอะ ว่าสิ่งที่เคยอยากทำ จะได้ทำไม่ถึงหนึ่งในสิบหรอก...เพราะหลังเกษียณ สิ่งแวดล้อมเปลี่ยน คนรอบข้างเปลี่ยน ความคิดก็จะเปลี่ยน พลอยทำให้ความต้องการและเป้าหมายเปลี่ยนไปด้วย...สิ่งที่อยากทำใหม่ ๆ จะเกิดขึ้นและต่างไปจากเดิม...ตอนนี้แหละ จึงเป็นชีวิตจริงที่ไร้หัวโขน

 

 

หก...เมื่อมีวัยมากขึ้น...สิ่งที่มีค่ามากที่สุดคือสุขภาพ เพราะไม่สามารถหาซื้อได้ด้วยเงิน...การออกกำลังกายเป็นประจำ เป็นส่วนสำคัญในการรักษาสุขภาพให้แข็งแรง...เมื่อเกษียณแล้ว ก็หมดข้ออ้างว่าไม่มีเวลาออกกำลังกาย หากจะอ้างว่าเล่นกีฬาไม่เป็นก็ฟังไม่ขึ้น เพราะคนเราทุกคนเดินและวิ่งเป็นมาตั้งแต่เด็ก...เข้ายิม โยคะ เต้นแอโรบิค ว่ายน้ำ ถีบจักรยาน เดิน วิ่ง หรือแม้แต่แกว่งแขนเฉย ๆ ที่บ้าน ก็เลือกเอา...ทำเพื่อใครต่อใครมามากแล้ว ก็ทำเพื่อตัวเองบ้างเถอะครับ...นั่นคือสิ่งที่ควรทำอันดับแรกหลังเกษียณ

 

 

เจ็ด...หลังเกษียณ...การเดินทางท่องเที่ยว ควรทำอย่างสม่ำเสมอ...เพื่อเปิดหู เปิดตา เปิดใจ และเปิดทัศนะคติใหม่ ๆ เมื่อได้สัมผัสกับสิ่งแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย...จะสร้างความกระตือรือร้นให้จิตใจ ไม่ให้เหี่ยวเฉากับบรรยากาศเดิม ๆ...ควรเลือกท่องเที่ยวที่ไกล ๆ และลำบาก ๆ เป็นอันดับต้น เพราะยิ่งนานไป ความสามารถในการไปที่ไกลและลำบากจะลดน้อยลง จนถึงไปไม่ได้เลย...การท่องเที่ยวหลังเกษียณ ให้ความรู้สึกที่ต่างจากลาพักร้อนไปเที่ยว แม้เป็นสถานที่เดียวกัน...จะละเมียดกว่า ผ่อนคลายกว่า มีคุณค่ามากกว่า ไม่รีบร้อนและกังวล เพราะกลับมาแล้วไม่ต้องรีบงก ๆ ไปทำงาน

 

 

แปด...หลังเกษียณ...มีโอกาสในการเดินทางท่องเที่ยว ดูและสัมผัสสิ่งที่อยู่นอกตัวออกไป...ขณะเดียวกัน ก็ควรท่องเที่ยวภายในตัวเราด้วย คือการปฏิบัติธรรม...เพื่อสัมผัสกับสิ่งที่เรามองข้ามมาตั้งแต่จำความได้ จะได้รู้ว่าโลกภายในตัวเราน่าพิศวงและลึกล้ำเพียงใด...และเป็นการให้โอกาสแก่เราเอง คือเพิ่มทางเลือกว่าเมื่อได้รู้แล้วจะเลือกดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไรจนจบ...เกิดมาชาตินี้ได้พบพระพุทธศาสนา ก็อย่าให้เสียชาติที่ได้เกิดมาเลยนะครับ

 

 

เก้า...หลังเกษียณ...ไปที่ชอบที่ชอบกันเถิดครับ...คนเราแต่ละคนมีที่ชอบไม่เหมือนกัน ต่างกันตามจริตและจิตเบื้องลึก...เมื่อเกษียณแล้ว ไม่มีหัวโขนแล้ว ไม่มีกรอบจำกัดทางสังคมแล้ว ชอบทางไหนก็ให้ไปทางนั้นกันเอง โดยไม่ต้องรอเพื่อน ไม่ต้องรอโอกาสและเหตุผล...และไม่ต้องรอให้ลูกหลานมาเคาะโลงเตือนว่าให้ไปที่ชอบที่ชอบเอาตอนที่ไปไม่ได้แล้ว

 

 

สิบ...หลังเกษียณ...เล่นเกมให้มากหน่อย...อย่าไปหาว่าเป็นของเล่นเด็ก ๆ เพราะก็ใช่จริง ๆ...เกษียณแล้ว ไม่มีหัวโขนให้ดำรงภาพลักษณ์แล้ว เติมชีวิตของเด็กให้ตัวเองบ้าง จะได้สดใสกระตือรือร้น ไม่เหี่ยวเฉาแห้งคาตอ...เกมช่วยให้คนวัยนี้กระฉับกระเฉง ได้ฝึกประสาทสัมผัส สายตา สมองและกล้ามเนื้อให้ทำงาน แถมความตื่นเต้นให้หัวใจสูบฉีดอีกด้วย...เดี๋ยวนี้เล่นเกมได้ง่าย มือถือก็มีเกมเยอะแยะ หรือลงทุนกับไอแพดซักตัว จะมีอะไรต่อมิอะไรให้เล่นอีกมาก...แก่แล้ว มาเล่นเกมกันเถอะ

 

 

สิบเอ็ด...หลังเกษียณ...ให้เขียนบันทึกทุกวัน...จะเรียกว่าไดอารี่ หรือบันทึกความทรงจำ หรือคำพร่ำเพ้อ หรืออะไรก็ได้...แต่ให้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเมื่อวานเท่านั้น...จะเขียนในคอมพิวเตอร์ ในไอแพ็ด สมุด หรือกระดาษก็แล้วแต่ถนัด...เขียนแค่สองบรรทัด หรือหนึ่งหน้า A4 ก็ไม่ว่ากัน เพราะนาน ๆ เข้า มันจะปรับทั้งความยาว เนื้อหา และสำนวนเป็นของตนเอง...ไม่มีอะไรจะเขียน แค่เขียนว่าวันนี้กินข้าวกับอะไรก็ยังดี...สิ่งที่ได้จากการเขียน...หนึ่ง...ได้ฝึกทักษะการเขียนให้ดีขึ้นจากการเขียนทุกวัน...คนที่ไม่ค่อยอยากเขียนใน FB เพราะเขียนแล้วตัวเองอ่านเองยังบอกว่าไม่ได้เรื่อง ควรลองทำตามที่ว่านี้ด่วน...สอง...มีบันทึกให้ตรวจสอบย้อนหลังว่าได้ทำอะไรไปแล้วมั่ง...เชื่อเหอะ อายุปูนนี้แล้ว รับรองว่าได้พลิกกลับไปตรวจสอบบ่อย ๆ แน่...สาม...อันนี้สำคัญ...เป็นเครื่องวัดคุณภาพชีวิตหลังเกษียณ...เมื่อไหร่ที่ยังมีเรื่องราวให้เขียนมากมาย ถือว่ายังสอบผ่าน...แต่ถ้าเมื่อไหร่เขียนได้แค่สองคำว่า "เหมือนเดิม"...อันนี้อาการน่าเป็นห่วง แปลว่าชีวิตหลังเกษียณคุณภาพตกต่ำจนถึงพื้นแล้ว...ต้องพิจารณาเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างเร่งด่วน ก่อนที่จะสายเกินไปจนแก้ไม่ได้

 

 

สิบสอง...หลังเกษียณ...ไปนวดบ่อย ๆ...คนวัยเกษียณเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อจะแข็งตึง ขาดความยืดหยุ่นไม่เหมือนสมัยหนุ่มสาว...เป็นสาเหตุให้ปวดเมื่อย ก้มทีก็โอย ลุกทีก็โอย...ออกกำลังกายก็เป็น ทำสวนก็เป็น เล่นเกมก็เป็น แม้แต่นั่ง ๆ นอน ๆ ดูทีวีก็ยังเป็น...การนวดช่วยให้ดีขึ้น นวดแผนไทยช่วยยืดเส้น นวดน้ำมันช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ...ตอนกำลังนวด จะเจ็บ ๆ มัน ๆ นวดเสร็จแล้วสบายตัว...จะนวดที่ไหนก็ได้ ร้านนวดแผนโบราณเอย สปาทั้งหลายที่เห็นอยู่เกลื่อนเมืองเอย หรือจะว่ามาให้นวดที่บ้านก็ไม่ผิดกติกา...ข้อสำคัญ สถานทีต้องถูกอุปนิสัยและต้องมีหมอนวดประจำตัว...เพราะแต่ละที่บรรยากาศและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างกัน หมอนวดแต่ละคนก็มีลีลาลูกเล่นไม่เหมือนกัน...แรก ๆ ให้เปลี่ยนสถานที่และคนนวดไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเจอที่โดน ประเภทที่ไม่ต้องบอก แค่แตะตัวก็รู้แล้วว่าวันนี้ควรจะเน้นนวดตรงไหน...เมื่อถูกใจ ก็ผูกปีนวดกันไปเลย....สำหรับพวกผู้ชายที่ชอบนวดแผนปัจจุบันตั้งแต่หนุ่มเรื่อยมา ซึ่งก็ไม่ได้ชอบเพราะการนวดหรอก แต่ชอบของแถมมากกว่า ให้ลองมานวดแผนไทยและนวดน้ำมันที่ผมว่าดูมั่ง...จะได้อรรถรสมากกว่า และเบาสบายตัวกว่าจริง ๆ...ถ้าไม่รักกัน ไม่บอกนะเนี่ย

 

 

สิบสาม...หลังเกษียณ...ตรวจสอบตัวเองว่ารู้สึกหมดคุณค่าหรือรู้สึกเป็นอิสระ...ถ้าคุณรู้สึกเป็นอิสระ ก็ขอแสดงความยินดีด้วย เพราะคุณจะได้เริ่มโบยบินไปสู่โลกกว้างโดยไม่มีข้อจำกัดและไร้แรงถ่วงใด ๆ...ทำงานทั้งชีวิตก็เพื่อมาถึงตรงนี้ไม่ใช่หรือ...แต่ถ้ารู้สึกหมดคุณค่า ก็ต้องขอแสดงความเสียใจด้วย เพราะคุณถูกจัดชั้นให้เป็นทาสที่ถูกปลดปล่อยแล้วไม่ยอมไป...ยังคุ้นและชินกับพันธนาการที่ผูกมัดรัดตัวมาตั้งแต่เริ่มทำงาน...เปิดตาให้สว่าง มองรอบตัวให้กว้างและไกลออกไปเถอะครับ...ความอิสระไม่ได้น่ากลัวและลำบากอย่างที่คิดหรอก

 

 

สิบสี่...หลังเกษียณ...อย่าเล่นหุ้น...คำเตือนสำหรับคนที่เพิ่งคิดมาหัดเล่นหุ้นเอาตอนเกษียณ...ฟังเหตุผลแล้ว มันฟังไม่ขึ้นด้วยประการทั้งพวง...เพราะ....ว่าง ๆ ไม่มีอะไรทำ @ มีอีกเยอะเลยแหละที่น่าทำกว่าการนั่งเฝ้าจอทั้งวัน....อยากมีรายได้เพิ่ม @ เขาเตือนเสมอว่า "การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน" เกษียณแล้วจะไปเสี่ยงทำไม ปรับตัวเองให้เหมาะกับเงินที่มีอยู่ไม่ง่ายกว่าหรือ....อยากศึกษาเรื่องหุ้น @ ช้าไปแล้วต๋อย ศึกษาเรื่องธรรมะในวัยนี้ให้ประโยชน์มากกว่า....เพื่อนชวน @ เออ ก็โง่เชื่อเพื่อนนะ อายุปูนนี้คิดเองไม่เป็น....เห็นคนอื่นรวยเพราะเล่นหุ้น @ แล้วเคยเห็นสภาพของคนที่จนเพราะเล่นหุ้นไหม....อยากตื่นเต้น เร้าใจ @ มีอีกหลายอย่างให้เลือกทำที่ทั้งเสียวทั้งมันกว่าการเล่นหุ้นโดยไม่ต้องเสี่ยง....สมัยนี้ใคร ๆ ก็เล่น เดี๋ยวตกเทรนด์ @ ให้เป็นเรื่องของคนในวัยทำงานเขาเถอะลุง อยากทันสมัยก็มาหัดเล่น FB เล่น Line หรือเล่นเกมดีกว่า ไม่เครียด แถมเข้าสมัยและมีคนเล่นเยอะกว่าด้วย....ฯลฯลฯลฯ

 

สิบห้า...หลังเกษียณ...ถ้าลองทำอะไรแล้วไม่สำเร็จ ให้รีบเลิก....เวลามันเหลือน้อย เลือกทำอย่างอื่นในคิวต่อไปดีกว่า....เกษียณแล้ว ไม่ต้องการความก้าวหน้าในหน้าที่การงานแล้ว จึงไม่ต้องฝึกวินัย ไม่ต้องฝึกความอดทนให้เป็นพื้นฐาน เพราะจนป่านนี้ถ้ายังไม่มี ก็คงฝึกไม่ทันแล้ว...สิ่งที่ได้ลองทำก็เพราะอยากทำ เมื่อได้ทำแล้วจะสำเร็จหรือไม่ ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ...อย่าทู่ซี้ อย่ามีอัตตา ให้ยอมรับว่าเรื่องบางเรื่องเหมาะกับคนบางคนที่มีพรสวรรค์ เช่น อยากเล่นดนตรีให้เพราะ แต่จับบันไดเสียงไม่ได้ เคาะจังหวะไม่เป็น ก็ไปได้ไม่ไกล...คนวัยนี้ ลองเล่นอะไรแล้วไปไม่รอด...ไม่เสียหน้าหรอกครับ

 

 

สิบหก...หลังเกษียณ...อย่าคิดเลี้ยงหลานเป็นงานหลัก...เพราะสิทธิและหน้าที่เป็นของพ่อแม่เขา ส่วนเราได้ใช้สิทธิและทำหน้าที่ไปแล้ว...แล้วก็อย่าคิดเชียวว่า เคยเลี้ยงลูกมาหลายคน เลี้ยงหลานอีกซักคนสองคน จะเป็นไรไป...ลองนึกดูว่าตอนเลี้ยงลูกอายุเท่าไหร่ ตอนนี้อายุเท่าไหร่...ตอนนั้นก็แทบแย่ ตอนนี้จะไหวหรือ...ที่สำคัญ ความคิดและแนวทางการเลี้ยงลูกของคนแต่ละรุ่นไม่เหมือนกัน เดี๋ยวเกิดขัดแย้งสร้างปัญหาระหว่างรุ่นขึ้นในครอบครัว กลายเป็นละครน้ำเน่าไปเปล่า ๆ...เอาแค่หยิบฉวยมาครองเพื่อชื่นชมบ้างเป็นครั้งคราว...เล่นบทปู่ย่าตายายใจดีตามใจหลาน ให้พ่อแม่เขาหงุดหงิดเล่น...เป็นสุขกว่าเยอะ

 

 

สิบเจ็ด...หลังเกษียณ...ทำทุกวันให้เป็นวันพิเศษ...เมื่อได้ปลดปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระจากหน้าที่ ความรับผิดชอบ ภาระและหัวโขนแล้ว จะหายใจทิ้งนิ่งเฉยอยู่ทำไม ควรทำตัวกระตือรือร้นให้ชีวิตมีความหมายเหมือนได้พักร้อนตอนทำงาน...จำไว้ว่าเวลาเหลือน้อยแล้ว ถ้านับ 60 ถึง 80 ก็เหลือแค่ 7,300 วัน....มีเงิน 7,300 บาทในกระเป๋า ตื่นมาต้องหยอดมิเตอร์ชีวิตวันละบาท ใช้งานหรือไม่ก็วันละบาท แป๊บเดียวก็หมด...บางคนมิเตอร์เสีย ใช้งานไม่ครบ 80 ยิ่งเหลือน้อยเข้าไปใหญ่...จงใช้ทุกบาทที่เหลือให้คุ้มค่า ทุกวันที่เหลือให้มีความหมายเถิดครับ

 

 

สิบแปด...หลังเกษียณ...พึงยอมรับเสมอว่าหนึ่งวันยังมี 24 ชั่วโมงเหมือนเดิม เที่ยงแท้และแน่นอน...คนที่รู้สึกว่ามันยาวนานเกินไป อยากให้เหลือน้อยกว่านี้ เพราะไม่รู้จะทำอะไร...จัดอยู่ในพวกหายใจทิ้ง น่าเป็นห่วง เพราะไม่มีความสุข ทิ้งไปนาน ๆ จะเครียดสะสมถึงขั้นเป็นโรคซึมเศร้าได้...คิดใหม่ทำใหม่เถอะครับ คิดไม่ออกลองกลับไปอ่านที่ผมเขียนมาตั้งแต่ข้อ 1 อีกซักรอบก็ยังดี...แต่บางคนกลับคิดว่า มันสั้นไปหน่อย แป๊บ ๆ ยังไม่ทันทำอะไรก็หมดวันแล้ว ถ้ามีวันละ 30 ชั่วโมงก็จะดี...พวกนี้ก็กระดี๊กระด๊า มีความสุขกับการเกษียณเกินไป...ขอให้ลดกิจกรรมลงบ้างเถอะ พ่อคุณ

 

 

สิบเก้า...หลังเกษียณ...ติดตามข่าวสารบ้านเมืองให้น้อยลง รับรู้เรื่องราวของเทคโนโลยีให้มากขึ้น...เมื่อไม่ต้องใช้ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจในการงาน จะหมกมุ่นอยู่กับข่าวสารบ้านเมืองทุกนาทีให้เกิดความเครียด และสะสมอารมณ์อันไม่พึงประสงค์ทำไม คนถึงวัยนี้แล้ว คิดจะทำอะไร ก็ทำไม่ได้มากหรอก...มาสนใจเรื่องราวของเทคโนโลยีและวิถีการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ดีกว่า เพราะมีแต่เรื่องตื่นตาตื่นใจให้ทึ่ง สร้างสีสันให้กับชีวิตที่กำลังเหี่ยวเฉา...จะลองใช้อุปกรณ์ใหม่ ๆ ที่ออกมาเกือบทุกวันดู หรือลองใช้สินค้าตระกูลไอเพื่อให้รู้ว่าโลกกำลังไปในทิศทางไหน หรือจะเข้าไปอยู่ในโซเชียลเน็ทเวิร์คทั้งหลายก็ไม่มีใครห้ามเพราะไม่ได้จำกัดอายุ...อ้อ..ข้อสำคัญ เวลาเข้าไปแล้วอย่างลืมศึกษา กฎ กติกา มารยาท ของแต่ละที่แล้วปรับตัวปรับใจปรับความคิดให้เข้ากับเขาด้วยนะ...จะได้ไม่เชย ไม่ถูกค่อนขอดว่าเป็นเต่าล้านปี

 

 

ยิ่สิบ...หลังเกษียณ...จริงจังกับงานอดิเรกให้มากขึ้น...งานอดิเรกที่ทำมาจนถึงวัยเกษียณ ย่อมเป็นสิ่งที่ชอบ เพลิดเพลินและมีความสุขที่ได้ทำ...มีเวลาแล้ว ควรยกระดับให้เข้มข้น ลึกซึ้ง แม้จะหมกมุ่นมากหน่อยก็ไม่เป็นไร...จะไปจนถึงขั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญ หรือมืออาชีพก็ไม่เสียหาย...แต่ห้ามทำเป็นอาชีพเด็ดขาด เพราะจะกลับเข้าสู่วังวนของคนทำงาน...หมดสภาพการเกษียณในวัยนี้ มันไม่สนุกนะครับ

 

 

ยี่สิบเอ็ด...หลังเกษียณ...พูดให้น้อย ฟังให้มาก...เกษียณแล้ว ที่ต้องสั่ง ต้องสอน ต้องชี้นำคนอื่น ก็เป็นเพียงอดีต...เมื่อไม่มีคนให้สั่ง สอน ชี้นำ การพูดเยอะ ๆ จึงไม่จำเป็น...เปลี่ยนบทมาเป็นคนฟังมั่งเหอะ ฟังแล้วคิด ตอบโต้ให้ช้า หัวเราะให้มาก...อยากใช้ปากอย่างที่เคยก็ให้ไปหัดร้องเพลงแทน เพราะมันไม่ทำร้ายจิตใจใคร...เมื่อคิดแล้วค่อยพูด ความผิดพลาดให้เสียใจภายหลังจะลด มิตรภาพมากขึ้น ชีวิตหลังเกษียณจึงสุขสงบ

 

 

ยี่สิบสอง...หลังเกษียณ...ฝึกใจให้ชินกับการแพ้...ต้องยอมรับว่าวัยนี้ของชีวิตเป็นช่วงขาลง...ขาดเป้าหมาย ไร้แรงฮึดที่จะเอาชนะ...การพ่ายแพ้จึงเกิดได้บ่อยเป็นธรรมดา...แน่ ๆ คือแพ้สังขาร อันเป็นสาเหตุหลักให้แพ้เรื่องอื่น ๆ ด้วย...ที่เคยทำได้ ก็ทำไม่ได้...ที่เคยแม่นยำ ฉับไว กลายเป็นเบ๊อะบ๊ะ งกเงิ่น...หลงลืมจนอยากเขกหัวตัวเองวันละหลายหน...โรคภัยไข้เจ็บก็มาเยือนกันจัง...การฝึกให้ชินกับการแพ้ เป็นทางแก้ที่หมดจด สู้ไม่ได้ก็เอาเป็นพวกเสียเลย...ผมยังจำที่หลวงพ่อปัญญา วัดชลประทานฯ เคยเทศน์สอนเรื่องนี้เมื่อสิบกว่าปีก่อนได้ว่า...เมื่อโรคภัยไข้ชรามาเยือน ก็อย่าสัดส่ายดิ้นรนเป็นทุกข์เลย ให้ต้อนรับเขามาอยู่ด้วยอย่างเป็นมิตรเถอะ ทักทายด้วยว่า...อ้าว มาแล้วหรือ นี่รออยู่นะ

 

 

ยี่สิบสาม...หลังเกษียณ...จัดบ้านให้น่าอยู่...เมื่อไม่มีที่ทำงานให้สิงสถิต บ้านก็กลายเป็นสถานพักพิงหลัก...การจัดบ้านให้เป็นวิมานของเรา เป็นภารกิจต้น ๆ ที่ควรทำอย่างยิ่งยวด...ที่สึกหรอเสียหาย ให้ซ่อมแซมแก้ไข จะซ่อมใหญ่ ซ่อมเล็ก ก็ว่ากันไป...ที่ขาดตกบกพร่อง ก็เพิ่มเติมเสริมแต่งให้เต็ม ให้สว่างไสวมีชีวิตชีวา...ที่รกล้นเกินความจำเป็น ก็กำจัดตัดทิ้งให้เหลือแค่พอเหมาะ...อันหลังนี่ยากหน่อย คนมักก้าวไม่พ้นเส้นเสียดาย ทำใจทิ้งสัมภารกที่สะสมมานานไม่ได้...ให้คิดเสียใหม่ว่า ถ้าเขาเป็นประโยชน์กับคนอื่นมากกว่า ก็ตัดใจปล่อยเขาไปเถอะ...ขอแนะให้ใช้เกณฑ์ 6 เดือนตัดสิน...ถ้าพิจารณาเห็นว่าใน 6 เดือน ฉันคงไม่ได้ใช้เธอแน่ เธอก็ควรไปอยู่กับคนอื่นได้แล้ว...คืนที่ว่างอันมีค่าให้ฉันไปทำอย่างอื่นเถอะ...เวลาฉันเหลือน้อย

 

 

ยี่สิบสี่...หลังเกษียณ...เปลี่ยนวันเวลาทำกิจกรรม...เกษียณแล้ว อยู่นอกกรอบกำหนดของเวลาแล้ว...มีอิสระที่จะเลือกวันและเวลาตามใจชอบ...แล้วจะไปแออัด ยัดเยียด เบียดเสียด แย่งชิงทรัพยากรกับคนที่ยังไม่เกษียณซึ่งเป็นคนหมู่มากทำไม...จะทำกิจกรรมนอกบ้าน ให้เลือกเวลาที่ปลอดโปร่ง โล่งสะดวก หลีกเลี่ยงการจราจรแออัด หรือความโกลาหลของคนหมู่มากสิครับ...เช่น...ออกไปกินมื้อกลางวัน 11 โมง มื้อค่ำ 6 โมงเย็น...ดูหนัง ช้อปปิ้ง บ่ายวันธรรมดา...เดินทางท่องเที่ยวจันทร์ถึงศุกร์แทนวันหยุดยาว...อย่างนี้เป็นต้น...ในช่วงคนเยอะ ๆ รถติดมาก ๆ ก็เลือกอยู่กับบ้านให้สำราญใจ...แต่ข้อนี้ ยกเว้นสำหรับคนขี้เหงา ที่ชอบความครึกครื้น จอแจ...ก็ตามสะดวกเถอะครับท่าน"

 

 

ยี่สิบห้า...หลังเกษียณ...ให้เวลากับครอบครัว...หมดหน้าที่การงานแล้ว อย่าเพิ่งหลงระเริงกับเวลาที่ได้มาใหม่ให้หมดไปกับกิจกรรมสาระพันของตัว...หันไปมองคนรอบข้าง ที่หวังว่าเมื่อเราเกษียณ จะแบ่งเวลาให้กับเขาบ้าง...ข้ออ้างว่างานกำลังยุ่ง ใช้ไม่ได้อีกต่อไป...จงรีบใช้เวลาร่วมกับพวกเขาเสียเถิดในขณะที่เรามีเวลาให้เขา ก่อนที่พวกเขาจะไม่มีเวลาให้เรา...จะทำอะไรร่วมกันก็ทำไป คุณค่าไม่ได้อยู่ที่ทำอะไร แต่อยู่ที่ได้ร่วมกันทำต่างหาก

 

 

ยี่สิบหก...หลังเกษียณ...อย่าเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น...เมื่อเกษียณ เกมก็จบ การแข่งขันสิ้นสุด ไม่ต้องไขว่คว้าหาดวงดาวกันแล้ว...แรงบันดาลใจและการกระตุ้นให้ฮึกเหิมก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป...การเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นเอาตอนนี้ ไม่ว่ากับที่เหนือกว่าหรือด้อยกว่า ล้วนไม่เป็นผลดีต่อจิต รังแต่จะสะสมกิเลสทั้ง โลภ โกรธ หลง ให้เพิ่มขึ้น...มาถึงจุดนี้แล้ว ต้องยอมรับผลงานของตัวเองไม่ว่าจะพอใจหรือไม่ก็ตาม เพราะเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้มากแล้ว...มีความสุขกับมันเถอะครับ...จะเล่นเกมใหม่ ก็ต้องเป็นชาติหน้าโน่น

 

 

ยี่สิบเจ็ด...หลังเกษียณ...หมั่นเจริญมรณสติ ให้ระลึกถึงความตายสบายนัก...เพราะคืนนี้หลับไปแล้ว ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้หรือชาติหน้าจะมาก่อน...ถ้าเจริญสติอย่างถูกวิธี ไม่เพียงเตือนตนว่าต้องตายไม่ช้าก็เร็ว หากยังถามตนเองอยู่เสมอว่าพร้อมจะตายหรือยังหากหมดลมวันนี้...ทำให้ตระหนักว่าชีวิตและเวลาแต่ละนาทีที่ยังเหลืออยู่นั้นมีคุณค่าอย่างยิ่ง ไม่ควรใช้ชีวิตอย่างไร้ค่า หรือปล่อยเวลาทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์...เป็นการกระตุ้นให้เราจัดลำดับความสำคัญของสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตใหม่หมด...จะได้จัดการสิ่งต่าง ๆ ที่ต้องทำให้แล้วเสร็จโดยเร็ว...ข้อนี้ผมไม่ได้คิดครับ...พระไพศาล วิสาโล ท่านเขียน...สาธุ สาธุ สาธุ

 

 

ความจริงยังไม่หมดนะครับ...แต่จะจบแค่นี้ก็ได้...ช่วงนี้ไม่มีเวลาคิดข้อใหม่ ๆ เพิ่ม เพราะมัวแต่ติดอยู่กับข้อเจ็ดและข้อสิบอยู่หลายเดือนแล้ว จนไม่มีเวลาไปทำข้ออื่น...เดี๋ยวช่วงไหนปลอดโปร่งโล่งสะดวก จะมาเพิ่มเติมให้เต็ม

 

   
 
        
 
แหล่งที่มาของข่าว :

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ศุภลัคน์  จารุรัตน์จามร  และรองศาสตราจารย์จุมพล  ราชวิจิตร

 
ชื่อผู้ลงประกาศ : นางสาววาศิณี สิทธิพล
วันที่ : 5/02/16 - 13:47  เปิดอ่าน 892 ครั้ง
 
 
 
 
ศึกษาศาสตร์สืบสานประเพณีสงกรานต์ บุญเดือนห้า แห่พระพุทธบูชา สมมาอาวุโส
คณบดีคณะศึกษาศาสตร์รับประกาศเกียรติคุณ “อาจารย์ต้นแบบในการพัฒนาการสอน ด้าน Open Approach in Teaching Mathematics”
รองศาสตราจารย์ ดร. ไมตรี อินทร์ประสิทธิ์ ได้รับการยกย่องและชื่นชมจาก Sato Yo International Scholarship Foundation (SISF) ประเทศญี่ปุ่น
ร่วมเป็นเกียรติ ครบรอบ 10 ปี วิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น
ศึกษาศาสตร์ร่วมแสดงความยินดีกับผู้เข้ารับรางวัลเชิดชูเกียรติ “ชื่นชมยินดี ด้วยไมตรีและขอบคุณ”
ศึกษาศาสตร์จัดอบรมคณาจารย์เพื่อพัฒนาก้าวสู่ตำแหน่งทางวิชาการที่สูงขึ้น