การปฏิรูประบบหลักสูตรและการเรียนการสอน
 

 

 ศ.นพ.วิจารณ์  พานิช  ชี้...ต้องเอาผลการเรียนรู้ของนักเรียน (และของครู) เป็นตัวตั้ง มองระบบหลักสูตรและการเรียน การสอนแบบบูรณาการไปกับระบบการประเมิน และระบบการพัฒนาครู โดยต้องนิยามแต่ละระบบให้ถูกต้อง ไม่หลงทาง

 
 

นายแพทย์วิจารณ์ พานิช กรรมการอำนวยการปฏิรูปการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ
 

คณะกรรมาธิการการศึกษาและการกีฬา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ร่วมกับคณะกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สภาปฏิรูปแห่งชาติ จะจัดการเสวนาเกี่ยวกับร่างข้อเสนอเชิงนโยบาย เรื่อง "การปฏิรูประบบหลักสูตรและการเรียนการสอน" ขึ้นในวันที่ 18 พฤษภาคม 2558 ณ อาคารรัฐสภา 2  โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธานกล่าวเปิดการเสวนา


ในครั้งนี้ จัดให้มีการเสวนาในหัวข้อเรื่อง “แนวทางการพัฒนาการปฏิรูประบบหลักสูตรและการเรียนการสอน”  ซึ่ง ผศ.ดร.ไมตรี  อินทร์ประสิทธิ์  คณบดีคณะศึกษาศาสตร์  ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยคณิตศาสตรศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น  และอนุกรรมาธิการการศึกษาขั้นพื้นฐานในคณะกรรมาธิการการกีฬา จะเป็นผู้อภิปรายนำร่วมกับ รศ.คุณหญิงสุมณฑา  พรหมบุญ  คณะกรรมาธิการการศึกษาและการกีฬา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และประธานคณะอนุกรรมาธิการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และนางสาวรุ่งนภา  นุตราวงศ์  ผู้เชี่ยวชาญด้านวิเคราะห์วิจัยการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ และอนุกรรมาธิการการศึกษาขั้นพื้นฐานในคณะกรรมาธิการการกีฬา


ศ.นพ.วิจารณ์  พานิช  กรรมการอำนวยการปฏิรูปการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งได้รับเชิญให้เข้าร่วมการเสวนาในครั้งนี้  แต่ไม่สามารถจะเข้าร่วมได้ เนื่องจากอยู่ระหว่างไปประชุมเรื่องเตรียมการ PMAC 2016 ที่นิวยอร์ก ได้ให้ความคิดเห็นในเรื่อง "การปฏิรูประบบหลักสูตรและการเรียนการสอน" ผ่าน https://www.gotoknow.org/posts/589246 ว่า  “เมื่อได้อ่านเอกสารประกอบการประชุม ก็ทราบทันทีว่า เขียนโดย ผศ. ดร. ไมตรี อินทร์ประสิทธิ์ คณบดีคณะศึกษาศาสตร์และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยคณิตศาสตร์ศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่เสนอ conceptual model ของหลักสูตรว่ามี ๓ ระดับ คือ

(1) ระดับที่คาดหวัง (intended curriculum)

(2) ระดับที่นำไปปฏิบัติ (implemented curriculum)

(3) ระดับที่ผู้เรียนได้เรียนรู้ (attained curriculum)

โดยมีช่องว่างกว้างมาก ระหว่างแต่ละระดับ จึงต้องมีการวิจัยและพัฒนา เพื่อให้ผลลัพธ์ทางการศึกษา (ระดับที่ 3) บรรลุระดับที่คาดหวัง (ระดับที่ 1) ให้ได้ ดร. ไมตรียกตัวอย่างวิธีดำเนินการของประเทศญี่ปุ่น เกาหลี และสิงคโปร์ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าคุณภาพของการศึกษาของประเทศจะดีแค่ไหนอยู่ที่การจัดการ เพื่อให้ ๓ ระดับนี้เข้ามาชิดกัน และที่ผ่านมาวงการศึกษาไทยหลงผิดว่า เมื่อส่วนกลางกำหนดระดับที่ 1 แล้ว จะได้ผลระดับที่ 3 โดยการสั่งการ หรือโดยเอกสาร”


ศ.นพ.วิจารณ์  พานิช   กล่าวต่อไปว่า  “ผศ.ดร. ไมตรี  ได้วิเคราะห์สภาพปัจจุบันของระบบหลักสูตรและการเรียนการสอนของไทย และวิเคราะห์ ปัญหาอุปสรรคในการดำเนินการไว้ 6 ข้อคือ (1) ขาดหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบในการพัฒนาหลักสูตร (2) กระบวนการพัฒนาหลักสูตรถูกแทรกแซงและขาดความต่อเนื่อง (3) ขาดความเชื่อมโยงของหลักสูตร แต่ละระดับ (4) ปัญหาการนำหลักสูตรสู่การปฏิบัติ (5) อิทธิพลของการทดสอบในการชี้นำการสอน และ (6) ขาดมาตรการในการควบคุมดูแลและตรวจสอบคุณภาพหลักสูตร/โปรแกรมพิเศษ ของสถานศึกษา ท่านได้เสนอแนะแนวทางแก้ไขด้านกฎหมายและด้านนโยบาย  โดยขอให้ความเห็นเสริม หรือบางส่วนอาจเห็นต่าง ดังต่อไปนี้

1.ผมเห็นด้วยว่า กระบวนการพัฒนาหลักสูตรและการเรียนการสอนต้องมีลักษณะเป็นวัฏจักร หมุนจากห้องเรียน สู่กระบวนการทางวิชาการพัฒนาหลักสูตรและการเรียนการสอน แล้วหมุนสู่ห้องเรียน เป็นวงจรต่อเนื่องไม่รู้จบ ไม่ใช่กระบวนการเส้นตรงแนวดิ่งที่กำหนด หลักสูตรและวิธีการเรียนการสอนโดยนักวิชาการ แล้วสั่งการให้นำไปใช้ในชั้นเรียน ตามแบบที่ใช้กันอยู่ในวงการศึกษาไทย


2.มองระบบหลักสูตรและการเรียนการสอน แยกจากระบบประเมิน น่าจะไม่ถูกต้อง ผมคิดว่าต้องมองทั้งสามส่วนอยู่ด้วยกัน คือ หลักสูตร การเรียนการสอน และการประเมิน ไม่แยกการประเมินออกไปต่างหาก เพราะการประเมินที่สำคัญที่สุดต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ของเด็กคือ embedded formative assessment ไม่ใช่ summative evaluation ที่ระบบการศึกษาไทยกำหนดให้มีหน่วยงาน ดำเนินการแยกต่างหาก เป้าหมายของระบบทั้งสามคือผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน ซึ่งครู(และโรงเรียน) ต้องรับผิดชอบทั้ง ๓ ส่วนเอง จึงจะบรรลุผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน การแยกการประเมินออกไป ผลก็เป็นดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน


3.จะเห็นว่า หัวใจของการพัฒนาหลักสูตรคือห้องเรียน หรือสิ่งที่เกิดขึ้นในปฏิสัมพันธ์ ระหว่างครูกับนักเรียน สิ่งนี้สำคัญกว่า (หรืออย่างน้อยเท่ากับ) หน่วยงานและนักวิชาการ ด้านการพัฒนาหลักสูตร ในส่วนกลาง และครูต้องทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่ (ความสัมพันธ์แนวราบ) กับนักวิชาการฯ ดังนั้น การมอง ๓ ส่วนตามข้อ 2 ก็ยังไม่พอ ต้องมองเพิ่มเป็น ๔ ส่วน คือ ระบบการพัฒนาครูประจำการ ซึ่งจะต้องเน้นที่การพัฒนา ในห้องเรียน (school-based teacher development) มากกว่าพัฒนาโดยการจับไปรับการอบรม (hotel-based teacher development) โดยผมเสนอว่า การพัฒนาครู ๒ แบบนั้น ควรใช้ใน สัดส่วน 80 : 20 หรือ 90 : 10 วิธีพัฒนาครูแบบแรกก็คือ PLC (Professional Learning Community) หนุนด้วย TC (Teacher Coaching) และมีโรงเรียนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ จำนวนหนึ่งทำเป็น อยู่แล้ว ตัวอย่างครูที่ใช้ PLC ในการพัฒนาตัวเองร่วมกับเพื่อนครู (ผ่านการพัฒนาวิธีการ จัดการเรียนรู้เพื่อผลสัมฤทธิ์ของศิษย์)   PLC นี้ทางญี่ปุ่น เรียกว่า Lesson Study จะเรียกชื่ออย่างไรไม่สำคัญเท่ากับหลักการว่า ครูต้องเรียนรู้จากชั้นเรียนของตน หรือหลักการว่า โรงเรียนทุกโรงเรียน เป็น "โรงเรียนฝึกหัดครู" ดังตัวอย่าง ของฟินแลนด์ ระบบการพัฒนาครู ต้องเน้นที่การเรียนรู้ (learning) ของครู ไม่ใช่เน้นที่การอบรม (training) ครู


4. ต้องอย่าเผลอนิยามคำว่า "ผลการเรียน" ผิด ว่าหมายถึงผลการเรียนวิชาเท่านั้น ผลการเรียน ของเด็กต้องเป็นผลการพัฒนาเด็กทั้งคนอย่างบูรณาการรอบด้าน โดยอาจยึดหลัก 7 Chickering's Seven Vectors ก็ได้ ยึดหลัก 1st Century Skills ก็ได้ หรือยึดหลัก Multiple Intelligence ก็ได้

 

ศ.นพ.วิจารณ์  พานิช  ได้สรุปความเห็นเป็นไดอะแกรม ว่า ต้องเอาผลการเรียนรู้ของนักเรียน (และของครู) เป็นตัวตั้ง มองระบบหลักสูตรและการเรียน การสอนแบบบูรณาการไปกับระบบการประเมิน และระบบการพัฒนาครู โดยต้องนิยามแต่ละระบบให้ถูกต้อง ไม่หลงทาง

   
 
        
 
ชื่อผู้ลงประกาศ : นายวทัญญู เชื่อมไธสง
วันที่ : 23/04/15 - 15:24  เปิดอ่าน 1536 ครั้ง
 
 
 
 
คณะศึกษาศาสตร์ ร่วมจัดนิทรรศการในงาน ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “การขับเคลื่อน Thailand 4.0 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” โดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
3 มหาวิทยาลัยในอินโดนีเซีย เร่งพัฒนาการสอนด้วยนวัตกรรม “การศึกษาชั้นเรียนและวิธีการแบบเปิด” เชิญคณบดีคณะศึกษาศาสตร์บรรยายพิเศษและลงนาม MOU
คณะศึกษาศาสตร์ร่วมยินดีเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนา 9 ปี วิทยาลัยนานาชาติ มข.
คณะศึกษาศาสตร์ร่วมต้อนรับคณะศึกษาดูงานจากมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
อาจารย์สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ศึกษา ได้รับเชิญเป็น keynote speaker ที่อินโดนีเซีย
คณะศึกษาศาสตร์ร่วมแสดงความยินดีเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนา 38 ปีสำนักหอสมุด มข.